4

ดวงตาของนักสะสม ผู้มองเห็นคุณค่าของงานศิลปะที่มาก่อนกาล

🇺🇸 English

Collector’s eyes Who saw the value of art that came before time

            กว่าที่งานศิลปะชิ้นหนึ่งๆ จะประสบความสำเร็จได้ บางครั้งต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิสูจน์จากกาลเวลา บางทีเวลาในการพิสูจน์นั้นอาจยาวนานกว่าชีวิตของศิลปินเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป

            ในประวัติศาสตร์ มีศิลปินหลายต่อหลายคนที่อยู่ไม่ทันเห็นความสำเร็จของตัวเอง ผลงานไม่ได้รับการยอมรับในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต ผลงานเหล่านั้นกลับมีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับ และมีมูลค่ามหาศาล

            ยกตัวอย่างเช่นศิลปินอย่าง วินเซนต์ แวน โกะห์ (Vincent van Gogh) จิตรกรชาวดัตช์ยุคโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสม์ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการศิลปะสมัยใหม่ในโลกตะวันตก เขาถ่ายทอดสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณลงในผลงานอย่างเต็มเปี่ยม ผ่านสีสันเจิดจ้า มีชีวิตชีวา ฝีแปรงหนักหน่วงทรงพลัง และการใช้สีหนาป้ายลงไปบนผืนผ้าใบจนเห็นเป็นรอยฝีแปรงหนักหน่วง แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในอย่างท่วมท้น สไตล์การทำงานของเขาส่งอิทธิพลต่อศิลปินและกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะอย่างมากมายนับไม่ถ้วนนับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 จวบจนถึงปัจจุบัน จนได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่”

            แต่ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แวน โก๊ะห์ประสบความล้มเหลวด้านรายได้ในอาชีพศิลปิน เขามีชีวิตอยู่ด้วยความลำบากยากจน ตลอดชีวิต เขาขายภาพวาดได้เพียงภาพเดียวเท่านั้น ด้วยความที่ผลงานของเขานั้นแปลกใหม่ล้ำหน้า และเป็นอะไรที่มาก่อนกาลเอามากๆ

            แต่ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิต ภาพวาดของแวน โก๊ะห์ที่ไม่เคยมีใครแยแส กลับกลายเป็นของล้ำค่า ราคาพุ่งพรวด จนกลายเป็นภาพวาดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก บางภาพมีราคาสูงกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

            หรือศิลปินอย่าง อเมเดโอ โมดิกลิอานี (Amedeo Modigliani) จิตรกรคนสำคัญผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานภาพวาดพอร์ทเทรตและภาพเปลือยอันแปลกใหม่ ไม่เหมือนผลงานของศิลปินคนใดในยุคนั้น ทำให้เขาเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัย

            แต่ด้วยความที่ภาพวาดของโมดิกลิอานีแสดงออกถึงอารมณ์อันหมองหม่นและความร้าวรานรันทด อีกทั้งยังมีแนวทางที่แปลกแตกต่างไปจากงานศิลปะยุคสมัยนั้น และมีความเป็นขบถท้าทายต่อขนบธรรมเนียมของสังคม ผลงานของเขาจึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นักในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นตัวอย่างอันชัดเจนของศิลปินที่มีชีวิตอดอยากแร้นแค้นจวบจนวาระสุดท้าย จนเป็นที่กล่าวขานเป็นตำนาน เช่นเดียวกับศิลปินผู้อาภัพอย่างแวน โก๊ะห์ บางครั้งในคราวอดอยากยากไร้ เขาถึงกับต้องเอาภาพวาดของเขาไปขอแลกอาหารจากภัตตาคารเพื่อประทังชีวิตด้วยซ้ำ

            น่าขันตรงที่ภายหลังจากที่โมดิกลิอานีเสียชีวิต ผลงานของเขากลับเป็นที่นิยมอย่างมหาศาล และขายได้ในราคาสูงลิบลิ่ว ภาพวาดบางภาพของเขาถูกประมูลไปในราคา 170.4 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

            หรือแม้แต่ผลงานของ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) คือศิลปินชาวอเมริกันผู้เป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าพ่อป๊อปอาร์ต ที่โด่งดังและเป็นที่จดจำมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาอย่างภาพ ซุปกระป๋องแคมป์เบลล์ (Campbell’s Soup Cans (1962)) ซึ่งถูกแสดงเป็นครั้งแรกที่แกลเลอรี Ferus ในลอสแองเจลิส เมื่อปี 1962 ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไหร่นักจากผู้ชมงานและบรรดานักวิจารณ์ศิลปะในยุคนั้น เพราะพวกเขาอยากดูภาพอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าที่จะมาดูรูปกระป๋องซุปธรรมดาๆ ที่เห็นอยู่ดาษดื่นทั่วไป

            ในตอนนั้นมีนักสะสมซื้อภาพวาดซุปกระป๋องแคมป์เบลล์ของวอร์ฮอลไปในราคาเพียงภาพละ 100 ดอลล่าร์ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการแสดงงาน เออร์วิง บลัม (Irving Blum) เจ้าของแกเลอรี่ก็ตัดสินใจซื้อภาพวาดที่เหลือของวอร์ฮอลไว้เองทั้งหมดในราคาเหมาจ่าย เพียง 1,000 ดอลล่าร์ และเป็นการจ่ายแบบผ่อนส่งเดือนละ 100 เหรียญ โดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าภาพวาดชุดกระป๋องซุปที่ไม่มีใครต้องการเหล่านี้ จะกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ถูกหมายปองมากที่สุดจากนักค้างานศิลปะ หอศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก และมีราคาประมูลสูงกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว!

3 2 817x1024, 333Art.Gallery, Online Art Gallery Platform

            วอร์ฮอลยังเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่หยิบเอากระบวนการที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอย่างเทคนิคการพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen) มาใช้ทำงานศิลปะ ทำให้เขาสามารถผลิตผลงานภาพเดียวกันซ้ำๆ ขึ้นมาในจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องนั่งหลังขดหลังแข็งวาดทีละรูปให้เมื่อยมือ เขายังขายผลงานเหล่านั้นในรูปแบบของสิ่งพิมพ์จำนวนมาก (edition) ที่มีราคาย่อมเยากว่า การขายผลงานที่มีเพียงชิ้นเดียว (Masterpiece) ที่มีราคาสูงลิบ ทำให้ผลงานของเขาเข้าถึงสาธารณชนได้ง่ายกว่า

            ผลงานของเขายังถูกเผยแพร่ในรูปของสินค้า หรือของชำร่วยต่างๆ ที่มีราคาไม่แพง ไปจนถึงถูกเหมือนได้เปล่า อย่าง รองเท้า, ถุงช้อปปิ้ง, ผ้ากันเปื้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดเดรสลายซุปกระป๋องแคมป์เบลล์ ที่คนทั่วไปสามารถซื้อหามาครอบครองได้ เพียงแค่แลกกับฉลากของกระป๋องซุปผักชนิดต่างๆ สองฉลาก บวกกับเงิน 1 ดอลล่าร์ เท่านั้นเอง

            พอเวลาผ่านไปหลายสิบปี ผลงานศิลปะราคาย่อมเยาเหล่านี้ก็กลับกลายเป็นงานศิลปะล้ำค่าราคาแพงในคอลเล็คชั่นของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือนักสะสมระดับโลกกันถ้วนหน้า (ไม่เชื่อก็ไปดูในนิทรรศการของแอนดี้ วอร์ฮอล ที่มาแสดงในบ้านเรากันเอาเองได้)

            เพราะคุณสมบัติของนักสะสมงานศิลปะที่ดีนั้น นอกจากจะต้องมีสายตาและวิสัยทัศน์อันยาวไกลที่มองเห็นคุณค่าของงานศิลปะชั้นเยี่ยมข้ามผ่านกาลเวลาแล้ว ยังต้องมีความกล้าหาญ ความเชื่อมั่น และการเปิดใจยอมรับสิ่งที่แปลกแตกต่างไปจากค่านิยมของยุคสมัยของตัวเอง หรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปความรักและความหลงใหลในศิลปะอย่างสุดหัวใจของพวกเขา เท่านั้นเอง

ภาพประกอบ

1. Still Life: Vase with Fourteen Sunflowers, August (1888), วินเซนต์ แวน โกะห์, สีน้ำมันบนผ้าใบ, ภาพจาก https://en.wikipedia.org/

2. Yellow Sweater (Portrait of Jeanne Hebuterne) (1919), อเมเดโอ โมดิกลิอานี, สีน้ำมันบนผ้าใบ, ภาพจาก https://www.wikidata.org/wiki/Q3807737

3. Campbell’s Soup Cans (1962) แอนดี้ วอร์ฮอล, สีอะครีลิกบนผ้าใบ, ภาพจาก https://www.moma.org/explore/inside_out/2015/04/29/serial-singular-andy-warhols-campbells-soup-cans/

4. The Souper Dress (1966–67), แอนดี้ วอร์ฮอล, กระดาษเซลลูโลส, ภาพจาก https://www.metmuseum.org/art/collection/search/79778

Close

Sign in

Close

Cart (0)

Cart is empty No products in the cart.


Currency