12-3

แรงบันดาลใจแห่งศิลปะเชิงสังวาสในหนังอีโรติกระดับตำนาน

🇺🇸 English

เรื่องราวที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนผู้เปี่ยมศีลธรรมอันดีแสร้งว่ารังเกียจเดียดฉันท์ (แต่จริงๆ แล้วก็แอบชอบกันทั้งนั้น!) อย่าง “เรื่องเซ็กส์” นั้น อันที่จริงแล้วก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานสร้างสรรค์สารพัดสารพัน แถมเป็นได้อย่างมากมายมหาศาลเสียด้วย ดังเช่นหนังอีโรติกระดับตำนานเรื่องหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะที่ว่าด้วยเรื่องเซ็กส์เป็นหลักที่เรียกขานกันว่า ศิลปะเชิงสังวาส หรือ Erotic art หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า

In the Realm of the Senses (1976)

Capture-Large-Medium

ผลงานของผู้กำกับชั้นครูชาวญี่ปุ่น นางิสะ โอชิมา (Nagisa Oshima) ที่ยังคงมีพลังช็อคคนดูอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปีแล้วก็ตาม หนังสร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาวผู้มีนามว่า ซาดะ อาเบะ ที่ถูกพบว่าเดินอย่างไร้จุดหมายบนท้องถนนในเมืองโตเกียวในปี 1936 ในมือถือองคชาติของชู้รักที่ถูกเฉือนออกมาเอาไว้ การถูกจับกุมตัวของเธอกลายเป็นเรื่องโด่งดังและเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน จนตัวเธอเองกลายเป็นเสมือนหนึ่งวีรสตรีในสังคมญี่ปุ่นช่วงนั้นไปเลยทีเดียว

หนังเล่าเรื่องราวแห่งความลุ่มหลงในกามารมณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้นของ ซาดะ อาเบะ (เอโกะ มัตสุดะ) อดีตโสเภณีที่ผันตัวมาเป็นสาวใช้ และ คิชิโซ “คิชิ” อิชิดะ (ทัตสุยะ ฟูจิ) เจ้าของเรียวกัง (ที่พักแรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม) ในโตเกียว ที่ซาดะทำงานอยู่ พวกเขาเริ่มต้นสานสัมพันธ์สวาทอย่างรวดเร็ว และตกอยู่ในวังวนแห่งความลุ่มหลงในกามารมณ์อย่างลึกล้ำรุนแรงจนโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จบลงด้วยเลือดและความตาย

13

ด้วยเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ในแทบทุกอณูของหนัง กับภาพกิจรรมทางเพศอันโจ่งแจ้งราวกับหนังโป๊ฮาร์ดคอร์ ที่นักแสดงนำต่างเล่นจริงเจ็บจริงไม่มีเอฟเฟ็กต์สลิงหรือตัวแสดงแทน กับภาพของเซ็กส์นานับรูปแบบ ทั้งแบบปกติธรรมดา ไปจนถึงวิปริต พิสดาร วิตถาร การทรมาน การใช้ความรุนแรง และองค์ประกอบอันอื้อฉาวอื่นๆ จนไม่อาจฉายได้ในโรงภาพยนตร์ทั่วๆ ไป รวมถึงถูกแบนอย่างสิ้นเชิงในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ดี มันก็เป็นผลงานที่เป็นที่รู้จักที่สุดของ นางิสะ โอชิมา ที่ยังคงความอื้อฉาวแม้กระทั่งในทุกวันนี้

ถึงแม้จะมีฉากหน้าเป็นเรื่องเซ็กส์อันชุ่มโชก แต่หนังก็มีนัยยะซ่อนเร้นที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองของญี่ปุ่นยุคนั้น ดังเช่นในฉากหนึ่งที่ คิชิ (ซึ่งปกติไม่ค่อยได้สวมเสื้อผ้าหรือออกไปจากห้องนอนเท่าไรนัก) เดินโซซัดโซเซอย่างเชื่องช้าสวนทางกับขบวนเดินทัพของเหล่าทหารญี่ปุ่น หากแต่เขาก็ไม่แยแสสนใจ หรือแม้แต่จะเหลือบมอง ราวกับว่าทหารเหล่านั้นไม่มีตัวตน (ช่วงเวลาในหนังคือปี 1936 ที่กองทัพจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าบุกจีนแผ่นดินใหญ่ และเดินหน้าเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพาอย่างเต็มรูปแบบในปีถัดมา) ฉากการเดินทัพ (ที่ผกก. ตัดสินใจใส่เข้าไปในภายหลัง) ที่ตัวละครในเรื่องเพิกเฉยไม่ใส่ใจนี้เอง ที่แสดงให้เห็นว่าขอบเขตความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขาและความเป็นจริงๆ ค่อยๆ พร่าเลือนไป และอันตรายของความลุ่มหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ก็สามารถจำกัดความหลากหลายของวิถีชีวิต จนกระทั่งครอบงำพวกเขาอย่างสมบูรณ์แบบ อันเป็นอุปมาถึงประเทศญี่ปุ่นที่พวกเขาอาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น ที่ลุ่มหลงในความยิ่งใหญ่ของชนชาติตนเองจนตัดสินใจนำพาประเทศก้าวเข้าสู่สงคราม และด้วยความหมกมุ่นลุ่มหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นนี้เอง ที่นำพาพวกเขาไปไกลจนกู่ไม่กลับ และกลายเป็นบทสรุปของชะตากรรมอันน่าตระหนกและสะเทือนขวัญในท้ายที่สุด ทั้งในหนัง และชะตากรรมของประเทศญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์

12-2

ในทางกลับกัน เรื่องราวของซาดะกลายเป็นที่ถูกจับตาและน่าหลงใหลในสังคมญี่ปุ่นยุคนั้น ในแง่การเมืองและสังคม เรื่องราวของเธอและตัวหนังเองถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์จากทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ทั้งในแง่ของการต่อต้านความเป็นเผด็จการแบบชายเป็นใหญ่ และเป็นอุทาหรณ์ของการให้ความใส่ใจกับคุณค่าของสถาบันครอบครัว ในขณะที่ตัวโอชิมาเองก็ใช้มันเป็นเครื่องมือท้าทายการเซ็นเซอร์อย่างจะแจ้งที่สุด และด้วยเนื้อหาที่สำรวจและขุดลึกถึงจิตใจมนุษย์ รวมถึงตีแผ่ความว่างเปล่าของชีวิตและวิพากษ์วิจารณ์ความไร้สาระของสงครามได้อย่างเจ็บแสบและถึงแก่น มันจึงถูกยกให้เป็นหนังต่อต้านสงครามไปด้วยเช่นเดียวกัน เข้าทำนอง เซ็กซ์ต้านสงคราม หรือสำนวนฝรั่งอย่าง “Make Love Not War” ที่เขาฮิตกันก็ดูเข้าทีดีไม่หยอก แต่ขออย่างเดียว อย่าเอาอย่างตอนจบของหนังก็แล้วกัน มันหวาดเสียว!

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ โอชิมาได้แรงบันดาลใจในงานด้านภาพและองค์ประกอบศิลป์ในหนังเรื่องนี้มาจากงานศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ชุงกะ” (春画 Shunga) ศิลปะเชิงสังวาสของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในแขนงหนึ่งของศิลปะแบบประเพณีที่เรียกว่า อุคิโยเอะ โดยส่วนใหญ่ชุงกะจะถูกทำขึ้นมาด้วยกระบวนการของภาพพิมพ์แม่พิมพ์ไม้ หรือภาพวาดบนม้วนผ้า ชุงกะแปลตรงตัวได้ว่า ‘Spring Pictures’ หรือ ‘ภาพฤดูใบไม้ผลิ’ ซึ่งมีหมายความถึงการร่วมเพศนั่นเอง ชุงกะมักจะถูกทำขึ้นโดยศิลปินระดับปรมาจารย์ ที่นำเสนอภาพการสมสู่อันหลากหลายทั้งแบบธรรมดาสามัญไปจนถึงพิสดารอัศจรรย์พันลึก บางครั้งแฝงด้วยอารมณ์ขัน หากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางสุนทรียะ ไม่น้อยหน้าความกระสันรัญจวน 

ศิลปินภาพชุงกะที่โดดเด่นก็มีอย่าง อุตามาโร หรือ คิตะกาวะ อุตามาโร (喜多川 歌麿 Kitagawa Utamaro) ภาพชุงกะของเขามีความโดดเด่นด้วยรายละเอียดของรูปร่างหน้าตาที่งดงามลงตัวของคู่รักหญิงชาย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีสีสันลวดลายสวยงามวิจิตรและลีลากามกิจที่วาบหวามรัญจวน และเรื่องราวเพ้อฝันประโลมโลกทางเพศ ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ อุตามาคูระ (歌まくらUtamakura) หรือ กวีข้างหมอน (1788) หนังสือรวมภาพพิมพ์ชุงกะและบทกวีเชิงสังวาส 12 ภาพ ที่แสดงภาพกิจกามอันเปิดเผยจะแจ้ง แต่ก็วิจิตรบรรจง

แต่ศิลปินชุงกะที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักที่สุดก็คือ โฮะคุไซ หรือ คัทซึชิคะ โฮะคุไซ (葛飾 北斎 Katsushika Hokusai) ผู้นอกจากจะเป็นปรมาจารย์แห่งภาพอุคิโยเอะแล้ว ด้วยผลงานภาพเชิงสังวาสที่พร้อมด้วยรายละเอียดและองค์ประกอบอันงดงามเปี่ยมสุนทรียะชั้นครูและบทอัศจรรย์อันจะแจ้งและวิจิตรพิสดารพันลึก ทำให้เขาเป็นปรมาจารย์แห่งภาพชุงกะอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพ The Dream of the Fisherman’s Wife (蛸と海女 Tako to ama) (1814) หรือที่รู้จักในชื่อ ‘นักประดาน้ําและหมึกยักษ์’ เป็นภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ที่แสดงถึงการร่วมเพศระหว่างคนกับสัตว์ (zoophilia) มันเป็นภาพของนักงมหอยสาวร่างเปลือยเปล่าที่กําลังถูกเกี่ยวกระหวัดรัดรึง เล้าโลม และเสพสมโดยหมึกยักษ์สองตัว ตัวเล็กกว่าทางซ้ายกําลังดูดดื่มริมฝีปาก และรัดรึงยอดถันของเธอด้วยหนวด ในขณะท่ีตัวใหญ่กว่าทางขวากําลังใช้หนวดรัดรึงร่างกายและโลมเลียอวัยวะเพศของเธออยู่ ตัวหนังสือบนภาพบรรยายถึงความสุขทางเพศที่เธอและพวกมันได้รับจากการนี้ นักวิชาการศิลปะบันทึกไว้ว่าภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากตํานานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของสาวนักงมหอยท่ีดําน้ําลงไปขโมยอัญมณีจากวังของเทพเจ้ามังกรใต้ทะเล ซึ่งโด่งดังอย่างมากในยุคเอโดะ

ภาพน้ีเป็นต้นธารของงานศิลปวัฒนธรรมแนวหนึ่งของญี่ปุ่นท่ีนําเสนอเรื่องราวเชิงสังวาสของมนุษย์กับสัตวมีรยางค์ (Tentacle erotica) ซึ่งเป็นท่ีนิยมอย่างมากในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น อาทิเช่นใน อนิเมะ, มังงะ และอื่นๆ ผลงานชิ้นนี้ของโฮะคุไซส่งแรงบันดาลใจ ให้ศิลปินรุ่นหลังอีกมากมาย แม้แต่ศิลปินตะวันตกอย่าง เฟลิเซียน รอปส์ ( Félicien Rops), ออกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin), หลุยส์ อูก็อก (Louis Aucoc), แฟร์ นองด์ ค์นอฟฟ์ (Fernand Khnopff) และ พาโบล ปิกัสโซ่ เป็นต้น ซึ่งปิกัสโซ่เอง ก็เคยวาดภาพ นักประดาน้ําและหมึกยักษ์ ในเวอร์ชั่นของตัวเอง และถูกนำไปจัดแสดงเคียงคู่กับภาพต้นฉบับของโฮะคุไซในนิทรรศการ ‘แรงบันดาลใจของศิลปินญี่ปุ่นในยุคศตวรรษที่ 19 ต่อผลงานของปิกัสโซ่’ ในปี 2003 อีกด้วย

ด้วยความที่สังคมในยุคนั้น เรื่องเพศเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ดังนั้นภาพกิจกรรมทางเพศจึงสามารถเช่ือมโยงกับกิจกรรมสามัญอย่างอาหารการกิน การประกอบอาชีพ ไปจนถึงการทำกิจกรรมที่แฝงนัยยะทางเพศอย่างการงมหอย และแน่นอนการสื่อถึงภาพการร่วมเพศอย่างจะแจ้งตรงไปตรงมา ทําให้ศิลปินชุงกะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้อย่างอิสระเสรี

ชุงกะส่งอิทธิพลสืบเนื่องมาถึงยุคโชวะ และยุคเฮเซ เรื่อยมาถึงยุคสมัยใหม่และยุคปัจจุบัน และส่งอิทธิพลมาไปสู่สื่อเชิงสังวาสที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่าง เฮนไต (変態 Hentai) รวมถึงส่งแรงบันดาลใจต่อศิลปินรุ่นหลังอีกมากมาย ด้วยรูปแบบอันหลากหลายและเรื่องราวทางเพศอันกว้างไกลลึกล้ำ (ไปจนถึงเลยเถิด) โดยไม่มีกรอบของศีลธรรมมากำหนด

ถ้าใครลองไปดูภาพชุงกะในอินเตอร์เน็ตหลายๆ ภาพ จะเข้าใจเลยว่าทำไมสื่อเชิงสังวาสของญี่ปุ่นอย่างหนังสือโป๊, หนังอีโรติก, หนังโป๊, หนังเอวี, ไปจนถึงอนิเมะ, มังหงะ และเฮนไต ถึงได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ บอกได้คำเดียวว่า จินตนาการเพริดแพร้วเป็นล้นพ้นน่ะนะ!

ข้อมูล

หนังสือ: Sex and the Floating World: Erotic Images in Japan 1700-1820 เขียนโดย Timon Screech

หนังสือ: Floating World: Japan in the Edo Period เขียนโดย John Reeve พิมพ์โดย BRITISH MUSEUM

หนังสือ: Hokusai by Gian Carlo Calza / Hokusai Katsushika สำนักพิมพ์ Phaidon, 2003, [2004]

หนังสือ: คัทซึชิคะ โฮะคุไซ โดย ชัยยศ อิษฏ์วรพันธุ์ สํานักพิมพ์ สารคดีภาพ, 2552

บทความพิเศษ: เมื่อไม่มีขน ฉันจึงเป็นศิลปะ (9) นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24 – 30 ธ.ค. 2553 เขียนโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา

บทความ: อุคิโยเอะ โดย ชัยยศ อิษฏ์วรพันธุ์  วารสาร ญี่ปุ่นสาร ฉบับที่ 71 กรกฎาคม – กันยายน 2011

การ์ตูน จิน หมอทะลุมิติ NED COMICS

ภาพประกอบ

1 – 6. In the Realm of the Senses (1976) นางิสะ โอชิมา

7 – 8. อุตามาโร: Poem of the Pillow (1788) ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Utamakura_(Utamaro)

9. อุตามาโร: Prelude to Desire (1799) ภาพจาก https://www.wikiart.org/en/kitagawa-utamaro/prelude-to-desire-1799

10. อุตามาโร: Secret Affair between a Married Man and a Married Woman (1799) ภาพจาก https://pixels.com/featured/secret-affair-between-a-married-man-and-a-married-woman-1799-kitagawa-utamaro.html

11. อิโซดะ โคริวไซ: (Isoda Koryūsai) Cold Day in Winter (1775) ภาพพิมพ์แม่พิมพ์ไม้สี, ภาพจาก https://www.roningallery.com/cold-day-in-winter

12. ซูซูกิ ฮารุโนบุ: (Suzuki Harunobu) Lovers with Rutting Cats, ภาพพิมพ์แม่พิมพ์ไม้สี จากอัลบั้มชุงกะ Komatsu-ya Hyakki, Furyu koshoku maneemon (1765), ภาพจาก https://edo-g.com/blog/2015/11/shunga.html

13. ภาพชุงกะพิมพ์แม่พิมพ์ไม้ในยุคเมจิ ที่แสดงภาพชายที่มีทรงผมแบบตะวันตกร่วมรักกับหญิงสาวในชุดญี่ปุ่นแบบประเพณี ภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Meiji_Period_Shunga.jpg

14. โฮะกุไซ: The Dream of the Fisherman’s Wife (1814) ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Shunga

Close

Sign in

Close

Cart (0)

Cart is empty No products in the cart.


Currency